หมวดหมู่: ท่องเที่ยว

นั่งรถไฟ JR ของญี่ปุ่นไปไหนได้บ้าง

รถไฟสายสีเขียว JR ของญี่ปุ่น เป็นรถไฟสายสำคัญที่เดินทางผ่านหลายๆเมืองที่สำคัญ หากท่านไม่ชำนาญในการเดินทางในญี่ปุ่น เราจะแนะนำสถานที่สำคัญๆในแต่ละสถานีที่รถไฟ JR ผ่านให้ได้ทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการเดินทางในญี่ปุ่น

สถานี Yurakucho ชื่อนี้คงดูไม่คุ้นหูเท่าใดนัก แต่หากพูดว่าที่นี่คือสถานี “ย่านกินซ่า” หลายๆคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ย่านกินซ่านี้คือย่านหรูหราฟุ้งเฟ้อฟู่ฟ่าของโตเกียว ประมาณย่านกังนัมของเกาหลีใต้ ที่เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำหลากหลายชนิดเรียงรายให้เลือกซื้อช้อปปิ้ง หากท่านเตรียมใจเตรียมเงินแล้วก็ไม่ลำบากอะไรในการเดินเล่นในย่านนี้ แต่หากเป็นการมาเที่ยวในงบจำกัดแล้วล่ะก็ คงจะลำบากใจซักหน่อย เพราะมีแต่ของแพงไฮโซเต็มไปหมด

สถานี Shinjuku ชินจูกุ เป็นสถานีแห่งความวุ่นวายชวนหลงได้เป็นอย่างดี เพราะภายในสถานีนี้ค่อนข้างซับซ้อนมาก มีทางออกมากมายหลายทาง ถ้ามือใหม่มาที่นี่มีโอกาสหลงสูงมาก ย่านชินจูกุ เป็นย่านแห่งความบันเทิงครบวงจร เป็นศูนย์รวมทุกอย่าง สินค้าช้อปปิ้ง ความบันเทิง แฟชั่น เสื้อผ้า  หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน ก็ต้องมาที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าคนพลุกพล่านตลอดทั้งวันทั้งคืน

สถานี Ikebukuro อิเคะบุคุโระ เป็นสถานีที่ ครบจบในที่เดียวอีกแห่งหนึ่ง มีแหล่งช้อปปิ้ง ห้างสรรพสินนค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงที่เที่ยวอย่างพวกพิพิธภัณฑ์ อะควาเรียม จุดชมวิว และย่านสถานบันเทิงอีกด้วย

สถานี Nippori นิปโปริ คำจำกัดความง่ายๆของสถานีนี้คือ พาหุรัดเมืองไทย ที่มีผ้าชนิดต่าง เสื้อผ้าต่างๆมากมาย มีอุปกรณ์งานฝีมือเย็บปักทักร้อย คือเรียกว่าถ้าจะทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้า เย็บผ้า หาอุปกรณ์ หรือซื้อเสื้อผ้าแบบงานเย็บสำเร็จเหมือนพาหุรัดบ้านเราแล้วล่ะก็ต้องมาที่นี่นั่นเอง

สถานี Ueno อุเอะโนะ เป็นสถานี ที่เหมาะกับคนรักสงบ หลีกหนีความวุ่นวายอย่างกินซ่า ชิบุย่า หรือ ฮาราจูกุ ได้เป็นอย่างดี เป็นที่พักยอดฮิตของคนไทย เพราะค่อนข้างสงบ ห่างไกลตัวเมือง มีสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ไปเที่ยวได้ และมีแหล่งช้อปปิ้งของถูก รวมถึงร้านอาหารเด็ดอย่างซูชิด้ง ด้วย

เที่ยวถ้ำเขาบินที่จังหวัดราชบุรี

              นักท่องเที่ยวหลายคนที่ชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัยไม่ควรพลาดที่จะไปท่องเที่ยวในถ้ำที่มีความงดงามแปลกตา

ซึ่งที่จังหวัดราชบุรีนี้ก็มีทำให้นักท่องเที่ยวได้มาลองศึกษาค้นหาข้อมูลประวัติความเป็นมาซึ่งน่าจะยาวนานโดยในถ้ำที่จะแนะนำวันนี้คือถ้ำเขาบินซึ่งที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราชบุรีอยู่ประมาณ 20 กิโลเมตร

แต่การเดินทางมาที่ถ้ำแห่งนี้มาง่ายมากเนื่องจากว่าจะมีป้ายบอกทางให้นักท่องเที่ยวเห็นอย่างชัดเจนขับรถแล้วมองป้ายมาก็จะสามารถเดินทางมาถึงที่ถ้ำแห่งนี้ได้เลยสำหรับถ้ำเขาบินนี้จะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งภายในถ้ำเราจะมองเห็นหินงอกหินย้อยเต็มไปหมดและภายในถ้ำจะมีการติดไฟเป็นสีสันสวยงามสองแถวผนังถ้ำทำให้เราไม่ได้รู้สึกวังเวงหรือน่ากลัวแต่อย่างใดๆ

ภายในถ้ำเป็นอุโมงค์ทรงสูงทำให้เราไม่อึดอัดเวลาเข้าไปชมความงามภายในถ้ำได้มาเที่ยวที่ถ้ำเขาบินนี้ถือว่าเป็นถ้ำที่สะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวมากเนื่องจากว่าทางเจ้าหน้าที่มีการอำนวยความสะดวกไว้มากมายหลายอย่างเมื่อเข้ามาภายในถ้ำจะเห็นตามผนังถ้ำมีทั้งแสงสีฟ้าสีเขียวสีน้ำเงินแตกต่างกันไปมากมา

ตามแต่ละจุดที่เราเดินผ่านซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ท่องเที่ยวภายในถ้ำแห่งนี้ก็จะมาชมความงดงามของหินงอกหินย้อยและลักษณะการโค้งภายในถ้ำ 

สำหรับที่นี่เมื่อเราเข้าไปด้านในแล้วจะพบว่ามีช่องรายช่องให้เราเลือกเดินเข้าไปซึ่งทั้งหมดแล้วนับได้อยู่ที่ประมาณ 8 ช่องใหญ่ๆด้วยกันซึ่งแต่ละช่องก็จะเกิดหินงอกหินย้อยที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันออกไปและก็มีการตั้งชื่อช่องแต่ละช่องเอาไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีการจดจำและเมื่อเดินทางไปถึงตรงจุดกึ่งกลางของถ้ำ

ก็จะมีห้องโถงเป็นห้องโถงใหญ่ซึ่งที่นี่มีการเรียกชื่อกันว่าโถงอาคันตุกะโดยมองกันว่าห้องโถงแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนกับห้องรับแขกภายในบ้านหลายคนมีความเชื่อกันว่าที่ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่จะเปิดให้กับคนที่มีบุญญาธิการเท่านั้นที่จะสามารถเข้ามาเที่ยวได้โดยถ้าหากใครสามารถเดินทางไปจนถึงห้องโถงกลางค่ำได้นั่นหมายถึงว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีสูง

และถ้าหากเดินผ่านพ้นห้องโถงกลางค่ำนี้ออกไปอีกก็จะทำให้ใครที่มีเรื่องเศร้าโศกเสียใจหรือมีเรื่องทุกข์ใจก็จะคลายความทุกข์เหล่านั้นลงไปได้และหากใครก็ตามที่ต้องการมาเที่ยวที่ถ้ำแห่งนี้ควรจะเดินตามเส้นทางที่ทางเจ้าหน้าที่เขามีการทำเครื่องหมายและมีการส่องไฟเอาไว้ให้เพื่อที่จะได้เดินได้สะดวกไม่หลงทางไปไหน

เพราะหากเราไม่เดินตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่ทำไว้ให้เมื่อหลงแล้วอาจจะตามหาตัวได้ยากและอาจจะทำให้ไปเจอในบริเวณที่เป็นจุดอ่อนของอากาศเกิดอันตรายขึ้นได้ดังนั้นการท่องเที่ยวภายในถ้ำจึงควรทำตามกฎที่ทางเจ้าหน้าที่ดูแลท่านมีการตั้งเอาไว้

3 น้ำตกสุดแปลกที่มีจริงในโลก

 หลายคนเมื่อได้ยินชื่อน้ำตก คงคิดว่าเป็นน้ำที่ตกจากที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำ แต่อันที่จริงแล้วโลกของเรามีน้ำตกที่มีความแปลกประหลาดมากมายหลายที่ให้เราได้ลองไปท่องเที่ยวดู บทความนี้จะมาพาไปรู้จักกับ 3 น้ำตกที่แปลกแต่มีจริงและน่าไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต

Fog waterfall  น้ำตกสายหมอก 

โดยปกติแล้วหมอกคือกลุ่มละอองน้ำที่ลอยต่ำกว่าพื้นดิน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความแตกต่างกันของอุณหภูมิ มักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาวโดยมากจะเกิดบริเวณที่มีน้ำค้างและมีความหนาวเย็นมาก โดยส่วนใหญ่แล้วหากมีหมอกที่ไหนผลกระทบกับเรานั่นก็คือเราจะมองไม่เห็นทางข้างหน้าชัดเจนมากนัก มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในปี 2015 ที่เมืองจูพาดอล ประเทศ ไอซ์แลนด์ได้มีนักท่องเที่ยวสามารถบันทึกภาพความแปลกประหลาด

และความสวยงามของน้ำตกสายหมอกเอาไว้ได้ ซึ่งมันเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากที่มีหมอกเป็นจำนวนมากไหลมารวมกัน แล้วตกลงมาจากที่สูงกลายเป็นน้ำตกสายหมอกวิธีสร้างความตกตะลึงให้กับคนที่พบเห็นเป็นอย่างมากเพราะไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน 

แฮริสันทอล วอเตอร์ฟอรลล์ น้ำตกแนวนอน  กับน้ำตก

โดยทั่วไปแล้วคือน้ำที่ตกลงมาจากที่สูงจากยอดเขาลงมาสู่พื้นด้านล่าง แต่เรามีความแปลกประหลาดของน้ำตกอีกที่หนึ่งนั้นก็คือที่ประเทศออสเตรเลียมีน้ำตกที่แปลกประหลาดอยู่ที่หนึ่งคือ  แฮริสันทอล วอเตอร์ฟอรลล์   น้ำตกแห่งนี้ไม่เหมือนใครนั่นก็เพราะว่ามันเป็นน้ำตกในลักษณะของแนวนอนกลับเข้ามาเนื่องจากว่าบริเวณที่แห่งนี้มีภูเขา 2 ลูกอยู่ใกล้กันเกิดเป็นช่องแคบขึ้นดังนั้นเมื่อน้ำไหลทะลักเข้ามาจึงก่อให้เกิดเป็นน้ำตกในลักษณะของแนวนอนเกิดขึ้น และน้ำที่ทะลักมานี้มีความสูงประมาณ 5 เมตรซึ่งที่นี่ถือว่าเป็นน้ำตกแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์อย่างมาก

Underwater Falls น้ำตกใต้น้ำ 

ประเทศแอฟริกามีเกาะชายฝั่งแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเกาะ mauritius ซึ่งหมู่เกาะแห่งนี้อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย โดยมีนักสำรวจชาวอาหรับเป็นผู้ค้นพบคนแรก ซึ่งหากเราเดินทางมาเที่ยวที่นี่ก็จะเหมือนกับเกาะทั่วๆไปที่มีน้ำทะเล และภูเขา ซึ่งเราสามารถดำน้ำดูความสวยงามใต้น้ำได้ แต่ที่นี่มีแฝงสิ่งที่น่าอัศจรรย์ซึ่งใครหลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อน

เพราะจะสามารถเห็นความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ได้ ต้องมาภาพจากมุมสูงเท่านั้นโดยหากเรานั่งเฮลิคอปเตอร์มองลงมา เราจะเห็นเหมือนมีเหวใต้น้ำและมีน้ำตกไหลลงไปใต้ทะเลซ่อนอยู่บริเวณเกาะ แต่เมื่อสำรวจจริงๆแล้วมันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น เพราะภาพที่เห็นอยู่นั้นมันคือทรายที่มีระดับความสูงที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อมองแล้วจะทำให้รู้สึกเหมือนเหวน้ำตก ทีทั้งสวยงามและน่ากลัวไปพร้อมๆกัน

ไปเที่ยวอิตาลีทั้งทีกินอะไรดีนะ

คุณรู้กันไหมคะว่าหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดเมื่อคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ประเทศอิตาลีนั้น คือการตัดสินใจเลือกอาหารที่จะกินในแต่ละมื้อค่ะ เพราะอาหารอิตาเลี่ยนนั้นช่างมีมากมายนัก

วันที่ไปเที่ยวก็มีจำกัด พื้นที่ในกระเพาะก็มีอยู่ไม่มากจะให้ทานอาหารทั้งหมดยังไงไหวใช่ไหมคะ ในบทความนี้เราจะมาแนะนำอาหารอิตาเลี่ยนเด็ดๆที่คุณไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาดเมื่อคุณได้ไปเที่ยวที่ประเทศอิตาลีค่ะ รีบหาสมุดมาจดเช็คลิสได้เลย โดยมีดังนี้ค่ะ

  1. พิซซ่า (Pizza) ถือเป็นอาหารประจำชาติและมีถิ่นกำเนิดมาจากอิตาลีเลยล่ะค่ะ ในเมื่อไปถึงที่แล้วจะพลาดพิซซ่าได้อย่างไรใช่ไหม โดยพิซซ่าของแท้ต้นตำรับที่อิตาลีนั้นจะใส่เครื่องหน้าพิซซ่าไม่กี่อย่างเท่านั้นค่ะ มีซอสมะเขือเทศสดเข้มข้น ชีส และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ เพียงเท่านี้ก็อร่อยเหาะแล้วค่ะ
  2. ลาซานญ่า (Lasagna) อีกหนึ่งอาหารดั้งเดิมของอิตาลี ที่ทำจากแป้งพาสต้าแบบแบนสลับชั้นไปเรื่อยๆกับเนื้อบด ซอสมะเขือเทศ และชีส จากนั้นก็นำเข้าเตาอบแล้วอบจนสุกหอมน่าทานเป็นอันเสร็จค่ะ
  3. พาสต้าคาโบนาร่า (Pasta Carbonara) ใครที่ชอบความหอมมันของชีสไม่ควรพลาดเมนูนี้เลยค่ะ และใช่แล้วค่ะเป็นอีกหนึ่งในอาหารดั้งเดิมของอิตาลีอีกเหมือนกัน โดยสูตรต้นตำรับนั้นจะใช้ชีสจากนมแกะและครีม จึงทำให้อร่อยหอมมันกลมกล่อมเลยล่ะค่ะ
  4. สลัดขนมปัง (Panzanella) เป็นสลัดสไตล์อิตาเลี่ยนแบบดั้งเดิม โดยส่วนประกอบหลักๆเลยก็คือ ขนมปัง และ มะเขือเทศค่ะ ส่วนผักสลัดก็เปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาลต่างๆ ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำส้มสายชู เป็นอีกเมนูอาหารเบาๆ ทานง่าย และเฮลตี้อีกด้วยค่ะ
  5. เจลาโต้ (Gelato) คือ ไอศกรีมที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี โดยเป็นไอศกรีมที่ต้องทำสดใหม่ทุกๆวัน เจลาโต้นั้นจะต้องมีไขมันน้อย การปรุงแต่งสีกลิ่นและรสจะน้อยมาก เพื่อให้ได้รสชาติจากธรรมชาติของไอศกรีมได้อย่างดีที่สุดค่ะ เป็นของหวานที่ยังไงก็ห้ามพลาดนะคะ สามารถหาทานได้ทั่วทุกที่ของอิตาลีเลยล่ะค่ะ
  6. ทีรามิสุ (Tiramisu) อีกหนึ่งเมนูของหวานอร่อยๆจากอิตาลีค่ะ โดยทีรามิสุของที่นี่นั้นจะมีจุดเด่นของรสชาติจากกาแฟ ผงโกโก้ที่เข้มข้นจากขนมปังบิสกิตนุ่มๆและครีมชีสหอมมันค่ะ 
  7. ออสโซบูโก (Ossobuco alla Milanese) คือ สเต็กเนื้อ ที่เสิร์ฟคู่กับไวน์ขาว น้ำซุป และผัก เป็นอาหารอิตาเลี่ยนจานหนักที่ไม่ค่อยดังในหมู่คนไทยเท่าไหร่นัก แต่ที่ประเทศอิตาลีนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากค่ะ 

อุทยานแห่งชาติภูพานจังหวัดสกลนคร 

  เชื่อหรือไม่ว่าพื้นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่เราเห็นกันอยู่ขนาดนี้และมีความงดงามทางธรรมชาติที่เราหาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบันในอดีตนั้นที่ดินผืนนี้เคยกลายเป็นสนามรบมาก่อนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งที่อุทยานแห่งชาติภูผ่านแห่งนี้นั้นว่ากันว่าในอดีตเป็นสถานที่ที่จะหันของกองทัพญี่ปุ่นได้มีการนำอาวุธสงครามที่ใช้เอาไว้

สำหรับการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเก็บไว้ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้จึงเป็นแหล่งที่มาของลำห้วยต่างๆมากมายรวมถึงเป็นแหล่งที่มีการสร้างแม่น้ำสายสำคัญอยู่หลายสายไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำรูน    แม่น้ำพุง    แม่น้ำยัง     และแม่น้ำหนองหานสำหรับที่อุทยานแห่งชาติภูพานแห่งนี้มีการจัดแต่งสถานที่สำหรับเอาไว้เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้

โดยมีการเตรียมสถานที่ให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์นอนหรือหากใครต้องการนอนที่บ้านพักก็จะมีบริการให้กับนักท่องเที่ยวที่นี่จะมีการทำถนนหนทางให้นักท่องเที่ยวได้ขับรถเที่ยวชมธรรมชาติของภูเขาและป่าไม้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าป่าให้ยุ่งยากรวมถึงที่นี่ยังมีสัตว์ป่ามากมายให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมและมาทำความรู้จักไม่ว่าจะเป็นพวกช้างป่า  หรือกวางป่า   หมีป่า   ชะมดแผงสันหางดำและอื่นๆอีกมากมายรวมแล้วทั้งสิ้นมีมากกว่า 162 สายพันธุ์ด้วยกัน

และหากใครที่มาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่พลาดที่จะไปชมความงามตรงตึกชมวิวซึ่งที่อุทยานแห่งชาติภูพานก็มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดอยู่ตรงไหนผานางเมิน ซึ่งที่จุดชมวิวแห่งนี้จะมีหินผาทอดยาวตัวออกไปประมาณ 50 เมตรนักท่องเที่ยวสามารถที่จะไปเยี่ยมชมบรรยากาศโดยรอบของอุทยานแห่งชาติได้เวลามองออกไปก็จะเห็นความงดงามของต้นไม้

เกี่ยวคดีรวมถึงหากมองในช่วงยามพระอาทิตย์ขึ้นคุณจะเห็นอาทิตย์แสงสวยงามเป็นสีทอง และหากใครก็ตามที่มาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้นอกจากจะมาชมความงดงามและศึกษาธรรมชาติของผืนป่าแล้วเวียงสามารถขับรถไปท่องเที่ยวน้ำตกที่อยู่ใกล้ๆกับอุทยานแห่งชาตินี้ได้ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกปรีชาสุขสันต์    

หรือไม่ไกลกันนักก็จะมีน้ำตกคำหอม ซึ่งน้ำตกเหล่านี้เป็นน้ำตกที่มีความงามนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะหน้าฝน    และขับรถไปอีกหน่อยก็จะเจอถ้ำเสรีไทยซึ่งถ้ำเสรีไทยแห่งนี้เองที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มคนไทยที่ตั้งตนเป็นเสรีไทยได้นำอาวุธมาหลบซ่อนไว้เพื่อใช้ในการต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น

เห็นไหมคะว่านอกจากจะได้ชมความงามของธรรมชาติแล้วเรายังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติไทยได้อีกด้วย 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88